คนแปลกหน้า สำหรับบางคนอาจจะหมายถึงคนที่เราแค่ไม่รู้จัก แค่คนที่ไม่เคยคุยด้วย แต่สำหรับบางคนแล้ว อาจจะหมายถึงคนที่เราไม่อยากจะเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ คนบางคนอาจจะกลัวคนแปลกหน้า เลยปฏิเสธโอกาสที่จะได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ซึ่งเป็นไปได้ว่า เพื่อนใหม่ของคุณนั้น อาจจะกลายมาเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของคุณในอนาคตก็ได้ ดังนั้น จงอย่าปิดกั้นตัวเองจากคนแปลกหน้าเหล่านี้ และพร้อมที่จะรับพวดเขาเข้ามาในชีวิตคุณเสมอ วันนี้ กระปุกดอทคอม จึงมี 80 วิธีที่จะเรียกรอยยิ้มจากคนที่ไม่รู้จัก และ วิธีการทำความคุ้นเคยกับคนแปลกหน้า มาฝากกันค่ะ
วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555
80 วิธีการเรียกรอยยิ้มจากผู้อื่น
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
คนแปลกหน้า สำหรับบางคนอาจจะหมายถึงคนที่เราแค่ไม่รู้จัก แค่คนที่ไม่เคยคุยด้วย แต่สำหรับบางคนแล้ว อาจจะหมายถึงคนที่เราไม่อยากจะเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ คนบางคนอาจจะกลัวคนแปลกหน้า เลยปฏิเสธโอกาสที่จะได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ซึ่งเป็นไปได้ว่า เพื่อนใหม่ของคุณนั้น อาจจะกลายมาเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของคุณในอนาคตก็ได้ ดังนั้น จงอย่าปิดกั้นตัวเองจากคนแปลกหน้าเหล่านี้ และพร้อมที่จะรับพวดเขาเข้ามาในชีวิตคุณเสมอ วันนี้ กระปุกดอทคอม จึงมี 80 วิธีที่จะเรียกรอยยิ้มจากคนที่ไม่รู้จัก และ วิธีการทำความคุ้นเคยกับคนแปลกหน้า มาฝากกันค่ะ
1. ยิ้มบ่อย ๆ
2. เปิดประตูให้กับคนที่เดินมาตามหลัง
3. จ่ายเงินให้คนที่เข้าแถวด้านหลัง
4. เขียนการ์ดคำขอบคุณด้วยลายมือ และส่งไปให้กับคนที่เขาเคยช่วยเหลือคุณ
5. ซักเสื้อผ้าเก่า ๆ และบริจาคให้คนที่เขาต้องการจริง ๆ
6. กล่าวคำชมพนักงานเสิร์ฟ พนักงานแคชเชียร์ หรือใครก็ตามที่บริการคุณให้ผู้จัดการของพวกเขาได้รับรู้
7. พยายามชมคนแปลกหน้าเรื่องรูปร่างหน้าตาของเขา
8. เขียนข้อความบนโพสท์อิท แล้วทิ้งข้อความนั้นในหนังสือที่อยู่ในห้องสมุด หรือสถานที่อื่น ๆ
9. ช่วยผู้สูงอายุถือของ
10. ส่งดอกไม้ไปให้ใครสักคนที่ไม่เป็นที่รู้จัก

11 ไปเป็นอาสาสมัครที่โรงพยาบาลเด็กหรือบ้านพักคนชรา
12 บริจาคเลือด
13. ซื้อของขวัญให้กับเพื่อนบ้านใหม่เพื่อแสดงการต้อนรับ
14. รู้จักแนะนำตัวเองกับคนแปลกหน้า
15. ให้กำลังใจผู้อื่นผ่านสังคมออนไลน์
16. เขียนจดหมายแสดงความขอบคุณ จ่าหน้าถึงเจ้าของกิจการ ผู้จัดการ หรือใครก็ตามที่คอยสนับสนุนคุณ
17. จงเคารพคนอื่นในระดับเดียวกันกับที่คุณเคารพญาติผู้ใหญ่ของคุณ
18. จงอดทนคนอื่นในระดับเดียวกันกับที่คุณอดทนน้องสาวคนเล็กของคุณได้
19. แบ่งปันอาหารหรือขนมของคุณให้กับคนที่เขาไม่มี
20. เข้าไปพุดคุยกับคนที่โดดเดี่ยว

21. บอกเจ้านาย หรือ อาจารย์ว่าเขาทำงานได้ดีมาก และคุณก็รู้สึกสำนึกในบุญคุณของเขาหรือเธอที่ช่วยสั่งสอนคุณ
22. ตกแต่งสถานที่หรือประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ ที่ทำให้คนอื่นรู้สึกดี อย่างเช่น ตกแต่งบ้านของคุณในช่วงวันหยุด หรือสร้างสรรค์งานศิลปะ
23. หากคุณได้ยินว่าวันนี้เป็นวันเกิดของใครสักคน จงเดินไปอวยพรวันเกิดให้เขา
24. ลองถามหาคำแนะนำจากใครสักคนหนึ่ง
25. ลองเอาคุ้กกี้มาที่ออฟฟิศและแจกทุกคนดูสิ
26. แจกทิปให้กับพนักงานเสิร์ฟมากขึ้นอีกนิดเมื่อคุณรู้สึกว่าพวกเขาสมควรได้
27. จงเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่คุณเชื่อ เพราะผู้คนเหล่านั้นจะมองเห็นความตั้งใจจริงของคุณ
28. ทิ้งข้อความแสดงความขอบคุณให้กับแม่บ้านในออฟฟิศดูสิ
29. ช่วยพนักงานแคชเชียร์หยิบของใส่ถุงตอนที่คุณกำลังจ่ายเงิน
30. ลุกขึ้นแล้วเอาเก้าอี้ของคุณให้คนอื่นเมื่อเก้าอี้แถวนั้นไม่มีเหลือ

31. หลีกทางให้คนที่มีของน้อยกว่าคุณได้จ่ายเงินก่อน ตอนที่คุณกำลังช็อปปิ้ง
32. โบกมือให้กับเด็กน้อยที่อยู่ในรถคันต่อจากคุณ
33. เผยแพร่ข่าวดี
34. พูดถึงคนอื่นในแง่ดีหลาย ๆ ครั้งกับบุคคลที่ 3
35. จดจำชื่อและที่อยู่ของคนอื่นอย่างแม่นยำ
36. ตอนที่คุณได้สบตากับใครสักคน อย่าลืมยิ้มให้เขาด้วย
37. เติมของที่คุณใช้ร่วมกับผู้อื่น อาทิ หยิบกระดาษมาเติมาใส่ในเครื่องถ่ายเอกสารเท่ากับจำนวนกระดาษที่คุณถ่ายเอกสารไป
38. ให้คนอื่นมาอยู่ใต้ร่มคันเดียวกันกับคุณในวันที่ฝนตก
39. ตั้งใจฟังเมื่อใครกำลังเล่าเรื่องราวของเขาโดยที่ไม่ไปขัดจังหวะ
40. เต้นรำกับคนที่ไม่มีใครขอให้เต้นรำด้วย

41. ให้กำลังใจใครสักคนเมื่อเขาเล่าความฝันของเขาให้ฟัง โดยที่ไม่ต้องไปสนใจว่าฝันนั้นจะเล็กหรือว่าใหญ่
42. ถามสูตรเด็ดเคล็ดลับกับคนที่ชอบทำอาหาร
43. ให้คนอื่นมากินเค้กหรือพิซซ่าชิ้นสุดท้าย
44. ช่วยอุดหนุนน้อง ๆ ที่ขายของเป็นรายได้เสริม
45. คอยทักคนอื่นเสมอ เมื่อเขาหรือเธอลดน้ำหนัก
46. ทำอะไรเป็นพิเศษเพิ่มขึ้นมาอีกนิด เพื่อทำให้ชีวิตของคนอื่นง่ายขึ้น
47. มีมารยาทที่ดี
48. รับฟังเมื่อคนอื่นระบายความในใจและช่วยเขาหาวิธีการแก้ไข
49.ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
50 คอยดูคนอื่นโดยที่ไม่ไปตัดสินเขา

51. พูดว่า ครับ/ค่ะ และ ขอบคุณ ติดเป็นนิสัย
52. รู้จักให้อภัยและไม่โกรธ เช่น หากมีใครสักคนมาขับรถตัดหน้าคุณ คุณก็เพียงแค่ปล่อยให้เขาไป
53. ทุก ๆ คนจะสังเกตเห็นได้หากคุณเชื่อมั่นในตนเองอย่างจริงจัง
54 อย่าเครียดตลอดเวลา
55 จงพยายามหลีกเลี่ยงความโลภ ความโกรธ และ ความไม่รู้
56.พูดแต่ความจริง
57. สอนให้คนอื่นรู้จักสร้างความแตกต่าง โดยทำให้คนอื่นดูเป็นตัวอย่าง
58. ช่วยให้คนอื่นได้เป็นอิสระ
59 ให้พื้นที่กับผู้อื่นเมื่อเขาต้องการ
60. ปล่อยให้คนอื่นได้ร้องไห้บนไหล่ของคุณ

61. สร้างแรงกระตุ้นเมื่อใครสักคนทำสิ่งที่ผิดพลาด
62. ขอบคุณคนอื่นเมื่อเขาทำงานออกมาดี
63. รู้จักเล่าเรื่องตลกขำขัน
64. ฝึกฝนในสิ่งที่คุณทำ ทุก ๆ คนชอบความเป็นมืออาชีพ
65.แพ็คของใช้จำเป็นและส่งไปให้ทหารที่กำลังปฏิบัติงาน
66.เปลี่ยนวิธีการให้ของขวัญ โดยแทนที่คุณจะรับของขวัญจากคนอื่น ก็บอกให้เขาบริจาคเงินหรือของขวัญที่จะให้คุณไปให้คนที่เขาต้องการ
67. เมื่อคุณเจอใครก็ตามที่ประสบปัญหายางรถยนต์แบน หรือว่าต้องการความช่วยเหลือ เพียงแค่หยุดรถของคุณแล้วลงไปถามเขาว่า คุณพอจะช่วยอะไรได้บ้าง
68.ใส่ความรู้สึกของคุณลงไปในสิ่งที่คุณทำ ทุก ๆ คน จะสังเกตเห็นความเป็นเอกลักษณ์
69.ใช้เวลาของคุณสอนทักษะที่คุณเองรู้ดี

70.ช่วยคนอื่นให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า อย่างเช่น ในที่ทำงานของคุณย่อมมี่เพื่อนร่วมงาน หรือคนรู้จักที่อยากมีสุขภาพดี แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ลองชวนเขาหรือเธอไปเดิน วิ่ง หรือเข้ายิมด้วยกัน
71.ส่งอีเมลแสดงความขอบคุณไปให้ฝ่ายไอทีที่เขาเคยช่วยเหลือคุณ
72.บริจาคอาหารให้การกุศล
73.เป็นปากเป็นเสียงให้กับคนอื่น มีหลาย ๆ ครั้งที่คนที่ไม่มีอำนาจต่อรอง คนไร้บ้าน หรือคนที่เป็นส่วนเกินของสังคมต้องการใครสักคนที่จะมาคอยพุดแทนพวกเขา
74.ถ้าคุณเห็นคู่รักสักคู่กำลังพยายามถ่ายรูปตัวเอง ลองเข้าไปถามว่าให้คุณช่วยถ่ายรูปให้ดีไหมดูสิ
75.ออกเศษเหรียญให้กับคนที่เข้าแถวก่อนคุณ เมื่อคุณเห็นว่าเขาต้องการเงินแค่ 5-10 บาท เพื่อที่เขาจะไม่ต้องแตกแบงค์ร้อย
76.ถ้าคุณรู้ว่าใครสักคนกำลังไม่สบาย ก็ลองชงชาร้อน ๆ ให้เขาดื่มดู
77.ยืนหยัดให้กับความเชื่อของคุณโดยที่ไม่เป็นการโอ้อวดจนเกินไป
78.ทำตัวเองให้เป็นคนที่ว่างและเข้าหาได้ง่าย
79.ทำงานและทำตามสัญญาให้เกินหน้าที่เสมอ
80.มองโลกในแง่ดีและสนใจแต่สิ่งที่ถูกต้อง
คนแปลกหน้า สำหรับบางคนอาจจะหมายถึงคนที่เราแค่ไม่รู้จัก แค่คนที่ไม่เคยคุยด้วย แต่สำหรับบางคนแล้ว อาจจะหมายถึงคนที่เราไม่อยากจะเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ คนบางคนอาจจะกลัวคนแปลกหน้า เลยปฏิเสธโอกาสที่จะได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ซึ่งเป็นไปได้ว่า เพื่อนใหม่ของคุณนั้น อาจจะกลายมาเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของคุณในอนาคตก็ได้ ดังนั้น จงอย่าปิดกั้นตัวเองจากคนแปลกหน้าเหล่านี้ และพร้อมที่จะรับพวดเขาเข้ามาในชีวิตคุณเสมอ วันนี้ กระปุกดอทคอม จึงมี 80 วิธีที่จะเรียกรอยยิ้มจากคนที่ไม่รู้จัก และ วิธีการทำความคุ้นเคยกับคนแปลกหน้า มาฝากกันค่ะ
เรื่องน่ารู้ของไทย ใครเป็นคนแรก?
เรื่องน่ารู้ของไทย ใครเป็นคนแรก? (ไทยโพสต์)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
ในสมัยเด็กๆ หลายคนอาจจะต้องท่องจำว่า ใครคือนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย แบบเรียนเล่มแรกของไทยชื่ออะไร ใครเป็นผู้แต่งเพลงสรรเสริญพระบารมี ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ แม้โตเป็นผู้ใหญ่แล้วหลายคนก็ยังจำได้อยู่ แต่หลายคนก็อาจจะลืมเลือน
ดังนั้น เพื่อเป็นการทบทวนความจำทั้งความรู้เก่า และเกร็ดความรู้ใหม่ที่บางคนอาจจะไม่เคยทราบมาก่อนเกี่ยวกับประเทศไทย จึงขอนำสาระบางส่วนจากหนังสือ "ความรู้รอบตัว รอบรู้เรื่องเมืองไทย" ซึ่งจัดพิมพ์โดยสุวีริยาสาส์น เพื่อเสนอดังต่อไปนี้
แบบเรียนเล่มแรกของไทย 
ชื่อ "จินดามณี" แต่งโดยพระมหาราชครู กวีในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ครองราชย์ปี พ.ศ. 2199-2231)
ถนนสายแรกในเมืองไทย 
คือ ถนนเจริญกรุง (New Road) สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อ พ.ศ. 2404 โดยต่อมาได้มีการตัดถนนบำรุงเมือง ถนนเฟื่องนคร รวมทั้งถนนพระราม 4 และถนนสีลมในเขตชานพระนคร
น้ำแข็งเข้ามาเมืองไทยครั้งแรก 
ในสมัยรัชกาลที่ 4 ประมาณ พ.ศ. 2410 สันนิษฐานว่า ผลิตที่สิงคโปร์แล้วส่งมาถวาย โดยใส่หีบกลบขี้เลื่อย คนเฒ่าคนแก่ในสมัยนั้นไม่เชื่อว่าจะทำน้ำแข็งได้จริง ถึงกับออกปากว่า "จะปั้นน้ำเป็นตัวได้อย่างไร"
พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จประพาสต่างประเทศ 
คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยเสด็จประพาสสิงคโปร์เป็นแห่งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2413 และเสด็จดินแดนชวาด้วย
ผู้ที่ประพันธ์เพลงสรรเสริญพระบารมี 
คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ โดยมีนายปโยตร์ ซูโรฟสกี (Pyotr Shchurovsky) ชาวรัสเซีย แต่งทำนองเพลงขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2431
ธนบัตรหรือเงินกระดาษของไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ผลิตขึ้นครั้งแรก 
ในสมัยรัชกาลที่ 5 พิมพ์ออกใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2445 โดยก่อนหน้านั้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้มีการผลิตธนบัตร หรือเงินกระดาษออกใช้เป็นครั้งแรกในเมืองไทยแล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2396 แต่เรียกว่า "หมาย" ทำด้วยกระดาษปอนด์สีขาวรูปสี่เหลี่ยม พิมพ์ลวดลายด้วยหมึกทั้งสองด้าน และประทับตราพระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน ตราจักร และพระราชลัญจกรประจำรัชกาลสีแดงชาด (ลัญจกร อ่านว่า ลัน-จะ-กอน แปลว่า ตราสำหรับใช้ตีหรือประทับ ราชาศัพท์ใช้คำว่า พระราชลัญจกร)
ผู้ที่คิดออกลอตเตอรี่เป็นคนแรกในเมืองไทย 
คือ มิสเตอร์เฮนรี อาลบาสเตอร์ (ต้นตระกูล "เศวตศิลา") ชนชาติอังกฤษ เป็นผู้นำลักษณะการออกรางวัลสลากแบบยุโรปมาเผยแพร่เป็นคนแรก โดยเรียกว่า "ลอตเตอรี่" โดย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้กรมทหารมหาดเล็กออกลอตเตอรี่เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2417 เนื่องในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา
คนไทยคนแรกที่ได้ขึ้นเครื่องบิน 
คือ พระบรมวงศ์เธอฯ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน โดยประทับเครื่องบินออร์วิลไรท์ คู่กับกัปตัน มร.เวนเดนเปอร์น ซึ่งขับวนเวียนเหนือสนามราชกรีฑาสโมสร เป็นเวลา 3 นาที 45 วินาที เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2453 เป็นเครื่องบินที่บริษัทฝรั่งเศสนำมาแสดง ณ ราชกรีฑาสโมสร (สนามม้านางเลิ้ง) ซึ่งถือว่าเป็นสนามบินแห่งแรก ที่ใช้ในการบินของเมืองไทยด้วย
พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ทรงผ่านการศึกษาจากต่างประเทศ
คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จไปศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่เมื่อครั้งทรงยังดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เมื่อปี พ.ศ. 2436-2445 รวมระยะเวลา 9 ปี
นามสกุลหมายเลข 1 ที่รัชกาลที่ 6 ทรงคิดพระราชทาน 
คือ นามสกุล "สุขุม" พระราชทานเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2456 ต้นสกุลคือ เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)
ผู้ที่ให้กำเนิดรถแท็กซี่ขึ้นในประเทศไทยครั้งแรก
คือ พลโทพระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เป็นรถยนต์นั่ง (รถเก๋ง) ยี่ห้อออสติน จำนวน 4 คัน เปิดบริการรับจ้างครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2466 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ในสมัยนั้นเรียกว่า "รถไมล์"
ประเทศไทยเริ่มนับเวลาตามแบบสากลครั้งแรก 
ในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยแต่เดิมเรานับเวลาตอนกลางวันเป็น "โมง" และตอนกลางคืนเป็น "ทุ่ม"พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงให้เปลี่ยนมาเรียกว่า "นาฬิกา" (เขียนย่อว่า "น.") และให้นับเวลาทางราชการใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับธรรมเนียมสากลนิยม โดยให้ถือว่าเวลาหลังเที่ยงคืนเป็นเวลาเปลี่ยนวันใหม่ และให้ถือเวลาที่ตำบลกรีนิช ประเทศอังกฤษ เป็นมาตรฐาน ซึ่งเวลาในประเทศไทยเป็นเวลาก่อนหรือเร็วกว่าเวลาที่กรีนิช 7 ชั่วโมง เช่น ไทยเป็นเวลา 19.00 น. ทางกรีนิชเท่ากับ 12.00 น. เป็นต้น
ผู้ที่ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยเครื่องแรก 
คือ มิสเตอร์เอ็ดวิน แมกพาแลนด์ ยี่ห้อเรมิงตัน
นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทย 
นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทยคือ พระยามโนปกรณนิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) เข้าดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475-20 มิถุนายน พ.ศ. 2476
นายกรัฐมนตรีคนแรกที่ถูกบังคับให้ออกจากตำแหน่ง 
คือ นายควง อภัยวงศ์ หลังจากที่เข้าดำรงตำแหน่งได้ประมาณ 1 เดือนเศษ ในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2491 ได้ถูกคณะนายทหารเข้าพบ เพื่อขอร้องแกมบังคับให้ลาออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้เพื่อเปิดทางให้กับจอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับเข้าเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 3
ยศสูงสุดของทหารไทย 
คือ "จอมพล" แต่ปัจจุบันไม่มีการแต่งตั้งแล้ว ยศสูงสุดทางทหารในปัจจุบันคือ "พลเอก" ผู้ที่เป็นจอมพลคนแรกของไทยคือ จอมพล สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงเป็นต้นสกุล "ภาณุพันธุ์"
จอมพลคนแรกในระบอบประชาธิปไตย 
คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคนสุดท้ายที่ดำรงตำแหน่งจอมพลในระบอบประชาธิปไตยคือ จอมพลประภาส จารุเสถียร เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2516 (สำหรับพระมหากษัตริย์ จะทรงดำรงตำแหน่ง "จอมทัพไทย")
ผู้ประพันธ์เพลงชาติไทยในปัจจุบัน 
คือ พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยากร) เป็นผู้แต่งทำนอง และหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) เป็นผู้แต่งเนื้อร้อง เมื่อ พ.ศ. 2483
ผู้ที่คิดฝนเทียมหรือฝนหลวง ขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย 
คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 โดยได้ทรงค้นคิดและวิจัยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 และทรงถ่ายทอดแนวพระราชดำริ และผลการวิจัยแก่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล วิศวกรผู้เชี่ยวชาญทางการเกษตร จนมีการทำฝนหลวงพระราชทานครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2512
มกุฎราชกุมารพระองค์แรก ที่ทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก 
คือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร
สมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์แรก ที่สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยของประเทศไทย 
คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยทรงจบอักษรศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 1 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2519
คนไทยคนแรก ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานสมัชชาใหญ่ แห่งสหประชาชาติ 
คือ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2499
ผู้นำไทยคนแรก ที่ได้รับรางวัลแมกไซไซ 
คือ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 18 ของไทย ได้รับในสาขางานบริการภาครัฐบาล ประจำปี พ.ศ. 2540
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)