วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555

80 วิธีการเรียกรอยยิ้มจากผู้อื่น

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

คนแปลกหน้า สำหรับบางคนอาจจะหมายถึงคนที่เราแค่ไม่รู้จัก แค่คนที่ไม่เคยคุยด้วย แต่สำหรับบางคนแล้ว อาจจะหมายถึงคนที่เราไม่อยากจะเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ คนบางคนอาจจะกลัวคนแปลกหน้า เลยปฏิเสธโอกาสที่จะได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ซึ่งเป็นไปได้ว่า เพื่อนใหม่ของคุณนั้น อาจจะกลายมาเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของคุณในอนาคตก็ได้ ดังนั้น จงอย่าปิดกั้นตัวเองจากคนแปลกหน้าเหล่านี้ และพร้อมที่จะรับพวดเขาเข้ามาในชีวิตคุณเสมอ วันนี้ กระปุกดอทคอม จึงมี 80 วิธีที่จะเรียกรอยยิ้มจากคนที่ไม่รู้จัก และ วิธีการทำความคุ้นเคยกับคนแปลกหน้า มาฝากกันค่ะ

1. ยิ้มบ่อย ๆ
2. เปิดประตูให้กับคนที่เดินมาตามหลัง
3. จ่ายเงินให้คนที่เข้าแถวด้านหลัง
4. เขียนการ์ดคำขอบคุณด้วยลายมือ และส่งไปให้กับคนที่เขาเคยช่วยเหลือคุณ
5. ซักเสื้อผ้าเก่า ๆ และบริจาคให้คนที่เขาต้องการจริง ๆ
6. กล่าวคำชมพนักงานเสิร์ฟ พนักงานแคชเชียร์ หรือใครก็ตามที่บริการคุณให้ผู้จัดการของพวกเขาได้รับรู้
7. พยายามชมคนแปลกหน้าเรื่องรูปร่างหน้าตาของเขา
8. เขียนข้อความบนโพสท์อิท แล้วทิ้งข้อความนั้นในหนังสือที่อยู่ในห้องสมุด หรือสถานที่อื่น ๆ
9. ช่วยผู้สูงอายุถือของ
10. ส่งดอกไม้ไปให้ใครสักคนที่ไม่เป็นที่รู้จัก



11 ไปเป็นอาสาสมัครที่โรงพยาบาลเด็กหรือบ้านพักคนชรา
12 บริจาคเลือด
13. ซื้อของขวัญให้กับเพื่อนบ้านใหม่เพื่อแสดงการต้อนรับ
14. รู้จักแนะนำตัวเองกับคนแปลกหน้า
15. ให้กำลังใจผู้อื่นผ่านสังคมออนไลน์
16. เขียนจดหมายแสดงความขอบคุณ จ่าหน้าถึงเจ้าของกิจการ ผู้จัดการ หรือใครก็ตามที่คอยสนับสนุนคุณ
17. จงเคารพคนอื่นในระดับเดียวกันกับที่คุณเคารพญาติผู้ใหญ่ของคุณ
18. จงอดทนคนอื่นในระดับเดียวกันกับที่คุณอดทนน้องสาวคนเล็กของคุณได้
19. แบ่งปันอาหารหรือขนมของคุณให้กับคนที่เขาไม่มี
20. เข้าไปพุดคุยกับคนที่โดดเดี่ยว



21. บอกเจ้านาย หรือ อาจารย์ว่าเขาทำงานได้ดีมาก และคุณก็รู้สึกสำนึกในบุญคุณของเขาหรือเธอที่ช่วยสั่งสอนคุณ
22. ตกแต่งสถานที่หรือประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ ที่ทำให้คนอื่นรู้สึกดี อย่างเช่น ตกแต่งบ้านของคุณในช่วงวันหยุด หรือสร้างสรรค์งานศิลปะ
23. หากคุณได้ยินว่าวันนี้เป็นวันเกิดของใครสักคน จงเดินไปอวยพรวันเกิดให้เขา
24. ลองถามหาคำแนะนำจากใครสักคนหนึ่ง
25. ลองเอาคุ้กกี้มาที่ออฟฟิศและแจกทุกคนดูสิ
26. แจกทิปให้กับพนักงานเสิร์ฟมากขึ้นอีกนิดเมื่อคุณรู้สึกว่าพวกเขาสมควรได้
27. จงเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่คุณเชื่อ เพราะผู้คนเหล่านั้นจะมองเห็นความตั้งใจจริงของคุณ
28. ทิ้งข้อความแสดงความขอบคุณให้กับแม่บ้านในออฟฟิศดูสิ
29. ช่วยพนักงานแคชเชียร์หยิบของใส่ถุงตอนที่คุณกำลังจ่ายเงิน
30. ลุกขึ้นแล้วเอาเก้าอี้ของคุณให้คนอื่นเมื่อเก้าอี้แถวนั้นไม่มีเหลือ



31. หลีกทางให้คนที่มีของน้อยกว่าคุณได้จ่ายเงินก่อน ตอนที่คุณกำลังช็อปปิ้ง
32. โบกมือให้กับเด็กน้อยที่อยู่ในรถคันต่อจากคุณ
33. เผยแพร่ข่าวดี
34. พูดถึงคนอื่นในแง่ดีหลาย ๆ ครั้งกับบุคคลที่ 3
35. จดจำชื่อและที่อยู่ของคนอื่นอย่างแม่นยำ
36. ตอนที่คุณได้สบตากับใครสักคน อย่าลืมยิ้มให้เขาด้วย
37. เติมของที่คุณใช้ร่วมกับผู้อื่น อาทิ หยิบกระดาษมาเติมาใส่ในเครื่องถ่ายเอกสารเท่ากับจำนวนกระดาษที่คุณถ่ายเอกสารไป
38. ให้คนอื่นมาอยู่ใต้ร่มคันเดียวกันกับคุณในวันที่ฝนตก
39. ตั้งใจฟังเมื่อใครกำลังเล่าเรื่องราวของเขาโดยที่ไม่ไปขัดจังหวะ
40. เต้นรำกับคนที่ไม่มีใครขอให้เต้นรำด้วย



41. ให้กำลังใจใครสักคนเมื่อเขาเล่าความฝันของเขาให้ฟัง โดยที่ไม่ต้องไปสนใจว่าฝันนั้นจะเล็กหรือว่าใหญ่
42. ถามสูตรเด็ดเคล็ดลับกับคนที่ชอบทำอาหาร
43. ให้คนอื่นมากินเค้กหรือพิซซ่าชิ้นสุดท้าย
44. ช่วยอุดหนุนน้อง ๆ ที่ขายของเป็นรายได้เสริม
45. คอยทักคนอื่นเสมอ เมื่อเขาหรือเธอลดน้ำหนัก
46. ทำอะไรเป็นพิเศษเพิ่มขึ้นมาอีกนิด เพื่อทำให้ชีวิตของคนอื่นง่ายขึ้น
47. มีมารยาทที่ดี
48. รับฟังเมื่อคนอื่นระบายความในใจและช่วยเขาหาวิธีการแก้ไข
49.ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
50 คอยดูคนอื่นโดยที่ไม่ไปตัดสินเขา



51. พูดว่า ครับ/ค่ะ และ ขอบคุณ ติดเป็นนิสัย
52. รู้จักให้อภัยและไม่โกรธ เช่น หากมีใครสักคนมาขับรถตัดหน้าคุณ คุณก็เพียงแค่ปล่อยให้เขาไป
53. ทุก ๆ คนจะสังเกตเห็นได้หากคุณเชื่อมั่นในตนเองอย่างจริงจัง
54 อย่าเครียดตลอดเวลา
55 จงพยายามหลีกเลี่ยงความโลภ ความโกรธ และ ความไม่รู้
56.พูดแต่ความจริง
57. สอนให้คนอื่นรู้จักสร้างความแตกต่าง โดยทำให้คนอื่นดูเป็นตัวอย่าง
58. ช่วยให้คนอื่นได้เป็นอิสระ
59 ให้พื้นที่กับผู้อื่นเมื่อเขาต้องการ
60. ปล่อยให้คนอื่นได้ร้องไห้บนไหล่ของคุณ



61. สร้างแรงกระตุ้นเมื่อใครสักคนทำสิ่งที่ผิดพลาด
62. ขอบคุณคนอื่นเมื่อเขาทำงานออกมาดี
63. รู้จักเล่าเรื่องตลกขำขัน
64. ฝึกฝนในสิ่งที่คุณทำ ทุก ๆ คนชอบความเป็นมืออาชีพ
65.แพ็คของใช้จำเป็นและส่งไปให้ทหารที่กำลังปฏิบัติงาน
66.เปลี่ยนวิธีการให้ของขวัญ โดยแทนที่คุณจะรับของขวัญจากคนอื่น ก็บอกให้เขาบริจาคเงินหรือของขวัญที่จะให้คุณไปให้คนที่เขาต้องการ
67. เมื่อคุณเจอใครก็ตามที่ประสบปัญหายางรถยนต์แบน หรือว่าต้องการความช่วยเหลือ เพียงแค่หยุดรถของคุณแล้วลงไปถามเขาว่า คุณพอจะช่วยอะไรได้บ้าง
68.ใส่ความรู้สึกของคุณลงไปในสิ่งที่คุณทำ ทุก ๆ คน จะสังเกตเห็นความเป็นเอกลักษณ์
69.ใช้เวลาของคุณสอนทักษะที่คุณเองรู้ดี



70.ช่วยคนอื่นให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า อย่างเช่น ในที่ทำงานของคุณย่อมมี่เพื่อนร่วมงาน หรือคนรู้จักที่อยากมีสุขภาพดี แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ลองชวนเขาหรือเธอไปเดิน วิ่ง หรือเข้ายิมด้วยกัน
71.ส่งอีเมลแสดงความขอบคุณไปให้ฝ่ายไอทีที่เขาเคยช่วยเหลือคุณ
72.บริจาคอาหารให้การกุศล
73.เป็นปากเป็นเสียงให้กับคนอื่น มีหลาย ๆ ครั้งที่คนที่ไม่มีอำนาจต่อรอง คนไร้บ้าน หรือคนที่เป็นส่วนเกินของสังคมต้องการใครสักคนที่จะมาคอยพุดแทนพวกเขา
74.ถ้าคุณเห็นคู่รักสักคู่กำลังพยายามถ่ายรูปตัวเอง ลองเข้าไปถามว่าให้คุณช่วยถ่ายรูปให้ดีไหมดูสิ
75.ออกเศษเหรียญให้กับคนที่เข้าแถวก่อนคุณ เมื่อคุณเห็นว่าเขาต้องการเงินแค่ 5-10 บาท เพื่อที่เขาจะไม่ต้องแตกแบงค์ร้อย
76.ถ้าคุณรู้ว่าใครสักคนกำลังไม่สบาย ก็ลองชงชาร้อน ๆ ให้เขาดื่มดู
77.ยืนหยัดให้กับความเชื่อของคุณโดยที่ไม่เป็นการโอ้อวดจนเกินไป
78.ทำตัวเองให้เป็นคนที่ว่างและเข้าหาได้ง่าย
79.ทำงานและทำตามสัญญาให้เกินหน้าที่เสมอ
80.มองโลกในแง่ดีและสนใจแต่สิ่งที่ถูกต้อง

เรื่องน่ารู้ของไทย ใครเป็นคนแรก?

เรื่องน่ารู้ของไทย ใครเป็นคนแรก? (ไทยโพสต์)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ในสมัยเด็กๆ หลายคนอาจจะต้องท่องจำว่า ใครคือนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย แบบเรียนเล่มแรกของไทยชื่ออะไร ใครเป็นผู้แต่งเพลงสรรเสริญพระบารมี ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ แม้โตเป็นผู้ใหญ่แล้วหลายคนก็ยังจำได้อยู่ แต่หลายคนก็อาจจะลืมเลือน

ดังนั้น เพื่อเป็นการทบทวนความจำทั้งความรู้เก่า และเกร็ดความรู้ใหม่ที่บางคนอาจจะไม่เคยทราบมาก่อนเกี่ยวกับประเทศไทย จึงขอนำสาระบางส่วนจากหนังสือ "ความรู้รอบตัว รอบรู้เรื่องเมืองไทย" ซึ่งจัดพิมพ์โดยสุวีริยาสาส์น เพื่อเสนอดังต่อไปนี้

แบบเรียนเล่มแรกของไทย

ชื่อ "จินดามณี" แต่งโดยพระมหาราชครู กวีในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ครองราชย์ปี พ.ศ. 2199-2231)

ถนนสายแรกในเมืองไทย

คือ ถนนเจริญกรุง (New Road) สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อ พ.ศ. 2404 โดยต่อมาได้มีการตัดถนนบำรุงเมือง ถนนเฟื่องนคร รวมทั้งถนนพระราม 4 และถนนสีลมในเขตชานพระนคร

น้ำแข็งเข้ามาเมืองไทยครั้งแรก

ในสมัยรัชกาลที่ 4 ประมาณ พ.ศ. 2410 สันนิษฐานว่า ผลิตที่สิงคโปร์แล้วส่งมาถวาย โดยใส่หีบกลบขี้เลื่อย คนเฒ่าคนแก่ในสมัยนั้นไม่เชื่อว่าจะทำน้ำแข็งได้จริง ถึงกับออกปากว่า "จะปั้นน้ำเป็นตัวได้อย่างไร"

พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จประพาสต่างประเทศ

คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยเสด็จประพาสสิงคโปร์เป็นแห่งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2413 และเสด็จดินแดนชวาด้วย

ผู้ที่ประพันธ์เพลงสรรเสริญพระบารมี

คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ โดยมีนายปโยตร์ ซูโรฟสกี (Pyotr Shchurovsky) ชาวรัสเซีย แต่งทำนองเพลงขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2431

ธนบัตรหรือเงินกระดาษของไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ผลิตขึ้นครั้งแรก

ในสมัยรัชกาลที่ 5 พิมพ์ออกใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2445 โดยก่อนหน้านั้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้มีการผลิตธนบัตร หรือเงินกระดาษออกใช้เป็นครั้งแรกในเมืองไทยแล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2396 แต่เรียกว่า "หมาย" ทำด้วยกระดาษปอนด์สีขาวรูปสี่เหลี่ยม พิมพ์ลวดลายด้วยหมึกทั้งสองด้าน และประทับตราพระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน ตราจักร และพระราชลัญจกรประจำรัชกาลสีแดงชาด (ลัญจกร อ่านว่า ลัน-จะ-กอน แปลว่า ตราสำหรับใช้ตีหรือประทับ ราชาศัพท์ใช้คำว่า พระราชลัญจกร)

ผู้ที่คิดออกลอตเตอรี่เป็นคนแรกในเมืองไทย

คือ มิสเตอร์เฮนรี อาลบาสเตอร์ (ต้นตระกูล "เศวตศิลา") ชนชาติอังกฤษ เป็นผู้นำลักษณะการออกรางวัลสลากแบบยุโรปมาเผยแพร่เป็นคนแรก โดยเรียกว่า "ลอตเตอรี่" โดย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้กรมทหารมหาดเล็กออกลอตเตอรี่เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2417 เนื่องในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา

คนไทยคนแรกที่ได้ขึ้นเครื่องบิน

คือ พระบรมวงศ์เธอฯ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน โดยประทับเครื่องบินออร์วิลไรท์ คู่กับกัปตัน มร.เวนเดนเปอร์น ซึ่งขับวนเวียนเหนือสนามราชกรีฑาสโมสร เป็นเวลา 3 นาที 45 วินาที เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2453 เป็นเครื่องบินที่บริษัทฝรั่งเศสนำมาแสดง ณ ราชกรีฑาสโมสร (สนามม้านางเลิ้ง) ซึ่งถือว่าเป็นสนามบินแห่งแรก ที่ใช้ในการบินของเมืองไทยด้วย

พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ทรงผ่านการศึกษาจากต่างประเทศ

คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จไปศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่เมื่อครั้งทรงยังดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เมื่อปี พ.ศ. 2436-2445 รวมระยะเวลา 9 ปี

นามสกุลหมายเลข 1 ที่รัชกาลที่ 6 ทรงคิดพระราชทาน

คือ นามสกุล "สุขุม" พระราชทานเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2456 ต้นสกุลคือ เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)

ผู้ที่ให้กำเนิดรถแท็กซี่ขึ้นในประเทศไทยครั้งแรก

คือ พลโทพระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เป็นรถยนต์นั่ง (รถเก๋ง) ยี่ห้อออสติน จำนวน 4 คัน เปิดบริการรับจ้างครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2466 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ในสมัยนั้นเรียกว่า "รถไมล์"

ประเทศไทยเริ่มนับเวลาตามแบบสากลครั้งแรก

ในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยแต่เดิมเรานับเวลาตอนกลางวันเป็น "โมง" และตอนกลางคืนเป็น "ทุ่ม"พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงให้เปลี่ยนมาเรียกว่า "นาฬิกา" (เขียนย่อว่า "น.") และให้นับเวลาทางราชการใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับธรรมเนียมสากลนิยม โดยให้ถือว่าเวลาหลังเที่ยงคืนเป็นเวลาเปลี่ยนวันใหม่ และให้ถือเวลาที่ตำบลกรีนิช ประเทศอังกฤษ เป็นมาตรฐาน ซึ่งเวลาในประเทศไทยเป็นเวลาก่อนหรือเร็วกว่าเวลาที่กรีนิช 7 ชั่วโมง เช่น ไทยเป็นเวลา 19.00 น. ทางกรีนิชเท่ากับ 12.00 น. เป็นต้น

ผู้ที่ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยเครื่องแรก

คือ มิสเตอร์เอ็ดวิน แมกพาแลนด์ ยี่ห้อเรมิงตัน

นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทย

นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทยคือ พระยามโนปกรณนิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) เข้าดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475-20 มิถุนายน พ.ศ. 2476

นายกรัฐมนตรีคนแรกที่ถูกบังคับให้ออกจากตำแหน่ง

คือ นายควง อภัยวงศ์ หลังจากที่เข้าดำรงตำแหน่งได้ประมาณ 1 เดือนเศษ ในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2491 ได้ถูกคณะนายทหารเข้าพบ เพื่อขอร้องแกมบังคับให้ลาออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้เพื่อเปิดทางให้กับจอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับเข้าเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 3

ยศสูงสุดของทหารไทย

คือ "จอมพล" แต่ปัจจุบันไม่มีการแต่งตั้งแล้ว ยศสูงสุดทางทหารในปัจจุบันคือ "พลเอก" ผู้ที่เป็นจอมพลคนแรกของไทยคือ จอมพล สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงเป็นต้นสกุล "ภาณุพันธุ์"

จอมพลคนแรกในระบอบประชาธิปไตย

คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคนสุดท้ายที่ดำรงตำแหน่งจอมพลในระบอบประชาธิปไตยคือ จอมพลประภาส จารุเสถียร เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2516 (สำหรับพระมหากษัตริย์ จะทรงดำรงตำแหน่ง "จอมทัพไทย")

ผู้ประพันธ์เพลงชาติไทยในปัจจุบัน

คือ พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยากร) เป็นผู้แต่งทำนอง และหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) เป็นผู้แต่งเนื้อร้อง เมื่อ พ.ศ. 2483

ผู้ที่คิดฝนเทียมหรือฝนหลวง ขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย

คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 โดยได้ทรงค้นคิดและวิจัยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 และทรงถ่ายทอดแนวพระราชดำริ และผลการวิจัยแก่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล วิศวกรผู้เชี่ยวชาญทางการเกษตร จนมีการทำฝนหลวงพระราชทานครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2512

มกุฎราชกุมารพระองค์แรก ที่ทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก

คือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร

สมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์แรก ที่สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยของประเทศไทย

คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยทรงจบอักษรศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 1 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2519

คนไทยคนแรก ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานสมัชชาใหญ่ แห่งสหประชาชาติ

คือ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2499

ผู้นำไทยคนแรก ที่ได้รับรางวัลแมกไซไซ

คือ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 18 ของไทย ได้รับในสาขางานบริการภาครัฐบาล ประจำปี พ.ศ. 2540